
รวมความเชี่ยวชาญด้านน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ไว้ในสถาบันเดียว
ชื่อใหม่ · ภารกิจที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ชื่อใหม่ · ภารกิจที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รวมความเชี่ยวชาญด้านน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ไว้ในสถาบันเดียว
กรอบนโยบายและมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับโลก การค้า และในประเทศ
กรอบนโยบายระดับโลก ระหว่างประเทศ และภายในประเทศ ส่งผลต่อข้อกำหนดทางการค้า เงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการ ส่วนนี้จึงนำเสนอกรอบดังกล่าวพร้อมกลไกสนับสนุน โดยเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของสถาบันฯ

Explore the framework
เลือกหัวข้อที่สนใจ เพื่อดูรายละเอียดนโยบาย กฎหมาย และมาตรการสำคัญที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน
Global Policy
กรอบนโยบายสภาพภูมิอากาศระดับโลกพัฒนาจากความร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปสู่การกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ พลังงาน และการลงทุน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องปรับกระบวนการผลิต จัดทำข้อมูลก๊าซเรือนกระจก และเตรียมแผนการลงทุน
Global Policyอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เป็นกรอบหลักของความร่วมมือระดับโลก ครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และศักยภาพ
ประเด็นสำคัญ
ความตกลงปารีสให้ประเทศภาคีกำหนดเป้าหมายตามบริบทของตนเอง โดยมุ่งควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสอย่างมาก และพยายามจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญ
เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) เป็นกลไกนำความตกลงปารีสไปสู่การปฏิบัติ และเป็นกรอบสำหรับนโยบายและมาตรการภายในประเทศ
ประเด็นสำคัญ
ประเทศต่าง ๆ ใช้เครื่องมือทางกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ เช่น การกำหนดราคาคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสัมพันธ์กับต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น
ประเด็นสำคัญ
ข้อ 6 ของความตกลงปารีสเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการระดมเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้
ประเด็นสำคัญ
ต้นทุนและข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านแตกต่างกันตามลักษณะกิจการ โดย SMEs มักมีข้อจำกัดด้านบุคลากร ระบบข้อมูล และเงินทุน การสนับสนุนจึงต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม
ประเด็นสำคัญ
Trade & Regulation
เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกระดับโลกถูกพัฒนาเป็นกฎหมายและข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับการค้าและการลงทุน ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงจากการส่งออก และทางอ้อมจากการเป็นผู้ผลิตให้แก่บริษัทที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด
Trade & Regulationสหภาพยุโรปถ่ายทอดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศสู่กฎหมายและเครื่องมือที่มีผลต่อการค้า ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเตรียมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าและวางแผนลงทุนลดการปล่อย
ประเด็นสำคัญ
EU CBAM เชื่อมโยงต้นทุนคาร์บอนของสินค้านำเข้ากับ EU ETS และบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสินค้าตามพิกัดที่กำหนดในกลุ่มซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน
ประเด็นสำคัญ
สหราชอาณาจักรกำหนดเริ่มใช้ UK CBAM ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 สำหรับสินค้าตามขอบเขตในกลุ่มอะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และเหล็กและเหล็กกล้า เพื่อให้สินค้านำเข้าเผชิญต้นทุนคาร์บอนเทียบเคียงกับผู้ผลิตภายในประเทศ
ประเด็นสำคัญ
มาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ซึ่งพัฒนาโดย International Sustainability Standards Board (ISSB) มุ่งให้ผู้ใช้รายงานทางการเงินได้รับข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนของกิจการ
สหภาพยุโรปกำหนดการรายงานความยั่งยืนผ่าน Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนผ่าน Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD หรือ CS3D)
ความต้องการข้อมูลขยายไปสู่การยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เงื่อนไขการผลิต และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการจึงต้องเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
CSDDD หรือ CS3D กำหนดกรอบการตรวจสอบและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจการที่อยู่ในขอบเขต และได้รับการปรับปรุงในปี 2569 ผู้ประกอบการไทยอาจได้รับผลผ่านการขอข้อมูล การประเมินคู่ค้า หรือเงื่อนไขในสัญญาจัดซื้อ
EUDR กำหนดให้สินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ โค ไม้ โกโก้ ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และยาง ต้องมีข้อมูลยืนยันการปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าและความถูกต้องตามกฎหมาย ระบบตรวจสอบย้อนกลับจึงควรเชื่อมพื้นที่ผลิตกับรุ่นการผลิต
กฎระเบียบนี้กำหนดหน้าที่ตรวจสอบสถานะสำหรับผู้นำเข้าแร่หรือโลหะดีบุก แทนทาลัม ทังสเตน และทองคำในสหภาพยุโรป เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้ผลิตและผู้ขายจึงอาจต้องจัดทำข้อมูลแหล่งที่มาตามคำขอของลูกค้า
กฎระเบียบแบตเตอรี่ของสหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ประกอบการในขอบเขตจัดทำนโยบายและกระบวนการตรวจสอบสถานะการจัดหาวัตถุดิบ โดยหน้าที่ด้าน Battery Due Diligence เลื่อนการเริ่มใช้เป็นวันที่ 18 สิงหาคม 2570 ผู้จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนควรประสานกับลูกค้าเรื่องข้อมูลที่ต้องใช้
ESPR เป็นกรอบพัฒนาข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ รวมถึง DPP ซึ่งเป็นระบบข้อมูลผลิตภัณฑ์ดิจิทัล หน้าที่ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ จึงไม่ใช่สินค้าทุกประเภทที่ต้องจัดทำ DPP ทันที ผู้ประกอบการควรเตรียมข้อมูลให้ตรวจสอบและแลกเปลี่ยนได้
PPWR หรือ Regulation (EU) 2025/40 กำหนดกรอบจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิต ทั้งการออกแบบ การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เริ่มใช้โดยทั่วไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 กระทบทั้งผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และกิจการที่ใช้บรรจุภัณฑ์กับสินค้าที่เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป
ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการประเมินผลิตภัณฑ์ ตลาดปลายทาง และบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน แล้วกำหนดข้อมูลที่ต้องจัดเก็บให้ตรงกับข้อกำหนด โดยตรวจสอบความเพียงพอของข้อมูลสำหรับแต่ละมาตรการ
Scope 3 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นในห่วงโซ่คุณค่า ตามกรอบ Corporate Value Chain Standard ของ GHG Protocol ข้อมูลจาก SMEs จึงมีความสำคัญต่อการประเมินและลดการปล่อยของบริษัทขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญ
การจัดซื้อสีเขียว (Green Procurement) เชื่อมผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการกับโอกาสทางธุรกิจ โดยบริษัทผู้ซื้อนำข้อมูลคาร์บอน มาตรฐาน และหลักฐานการปรับปรุงมาประกอบการคัดเลือกหรือพัฒนาคู่ค้า
ประเด็นสำคัญ
Thailand Transition
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำสำคัญทั้งต่อเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม กรอบในประเทศมีทั้งเครื่องมือที่ดำเนินงานแล้วและกลไกที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งผู้ประกอบการควรเข้าใจเพื่อจัดลำดับการเตรียมความพร้อมและวางแผนลงทุน
Thailand Transitionภายใต้ความตกลงปารีส NDC 3.0 ของไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิร้อยละ 47 ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) เทียบกับปี พ.ศ. 2562 ให้เหลือประมาณ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมุ่งสู่การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
ประเด็นสำคัญ
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ฉบับที่ระบุว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 มี 205 มาตรา 14 หมวด พร้อมบทเฉพาะกาลและบัญชีพิกัดอัตราภาษีคาร์บอน ข้อกำหนดยังเป็นบทบัญญัติในร่าง หน้าที่ตามกฎหมายต้องพิจารณาจากฉบับที่ประกาศใช้ รวมถึงกฎกระทรวงและประกาศที่เกี่ยวข้อง
| หมวด | ชื่อหมวด | ความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ |
|---|---|---|
| 1 | บททั่วไป | สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การได้รับการสนับสนุน และการมีส่วนร่วมให้ความเห็นต่อแผน |
| 2 | เป้าหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย | กรอบทิศทางสำหรับนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการลงทุน |
| 3 | คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ | กลไกกำหนดนโยบายและกำกับเครื่องมือด้านสภาพภูมิอากาศ |
| 4 | กองทุนภูมิอากาศ | ช่องทางสนับสนุนเงินทุนสำหรับข้อมูล การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการพัฒนาเทคโนโลยี |
| 5 | แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ | กรอบเชื่อมโยงนโยบายและการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ |
| 6 | ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก | การจัดเก็บข้อมูลกิจกรรม การตรวจวัด รายงาน ทวนสอบ และเก็บรักษาหลักฐาน |
| 7 | การลดก๊าซเรือนกระจก | แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศและการดำเนินงานรายสาขา |
| 8 | ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | การขึ้นทะเบียน การจัดสรร ซื้อขาย และคืนสิทธิของนิติบุคคลควบคุม |
| 9 | กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน | หน้าที่ของผู้นำเข้าสินค้าที่กำหนด และต้นทุนคาร์บอนของสินค้านำเข้า |
| 10 | ภาษีคาร์บอน | หน้าที่เสียภาษีของผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าสินค้าตามพิกัดที่กำหนด |
| 11 | คาร์บอนเครดิต | การรับรอง ซื้อขาย และใช้เครดิต รวมถึงการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ |
| 12 | การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | ข้อมูลความเสี่ยง แผนการปรับตัว และความเชื่อมโยงกับพื้นที่ตั้งและห่วงโซ่อุปทาน |
| 13 | มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม | เกณฑ์อ้างอิงสำหรับการประเมินกิจกรรม การใช้เงินกองทุน และการรายงานบางประเภท |
| 14 | บทกำหนดโทษ | ความรับผิดจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ การรายงานข้อมูลไม่ถูกต้อง และการฝ่าฝืนกลไกที่กำหนด |
หมวด 1 รับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลและแสดงความคิดเห็นต่อแผน หมวด 2 กำหนดกรอบเป้าหมายของประเทศ หมวด 3 วางกลไกคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และหมวด 5 กำหนดการจัดทำและทบทวนแผนแม่บท
หมวด 4 เสนอให้จัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ โดยมีรายได้จากระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ค่าธรรมเนียมคาร์บอนเครดิต และเงินอุดหนุน เพื่อนำกลับไปสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
หมวด 6 แบ่งเป็นบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล ซึ่งต้องตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ เพื่อรองรับการลดก๊าซเรือนกระจกและระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ผลการศึกษาประเมินเบื้องต้นว่ามีนิติบุคคลประมาณ 3,000 รายอยู่ในข่ายรายงาน โดยพิจารณาการใช้พลังงานรวมมากกว่า 60 ล้านเมกะจูลต่อปี และประเภทกิจการตาม Thailand Standard Industrial Classification (TSIC) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประเภทกิจการ ข้อมูลการใช้พลังงาน และแหล่งปล่อยภายใต้นิติบุคคล
ระยะแรกเน้นการปล่อยโดยตรง (Scope 1) และการปล่อยทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมา (Scope 2) ครอบคลุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ผู้ประกอบการควรเตรียมข้อมูลเชื้อเพลิง ไฟฟ้า กระบวนการผลิต และของเสีย พร้อมกำหนดหลักฐานและผู้รับผิดชอบ
อยู่ระหว่างพิจารณาการนำข้อมูลจากระบบรายงานภาคสมัครใจ เช่น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ มาต่อยอดในระบบภาคบังคับเพื่อลดการรายงานซ้ำซ้อน โดยต้องพิจารณาความสอดคล้องของขอบเขต วิธีคำนวณ รอบรายงาน และการทวนสอบ
แผนลดก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลควรสอดคล้องกับระบบ ETS และคำนึงถึงเส้นทางการลดการปล่อยที่ต่างกันของแต่ละอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมควรเสนอข้อมูลความพร้อมและข้อจำกัดรายสาขา โดยเฉพาะภาระการจัดทำข้อมูลและการทวนสอบของ SMEs
ผู้ประกอบการควรจัดระบบข้อมูล กำหนดผู้รับผิดชอบ และเตรียมหลักฐาน โดยประสานงานระหว่างฝ่ายผลิต พลังงาน จัดซื้อ บัญชี และสิ่งแวดล้อม พร้อมยึดข้อกำหนดที่ประกาศใช้จริง
หมวด 7 กำหนดให้จัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งระบุเป้าหมายรายสาขา มาตรการ งบประมาณ และระบบติดตามผล โดยภายใต้ NDC 3.0 มีมาตรการหลักใน 4 สาขา และกิจการหนึ่งอาจเกี่ยวข้องหลายสาขาพร้อมกัน
หมวด 8 วางกรอบระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) ครอบคลุมแผนจัดสรรสิทธิ นิติบุคคลควบคุม การจัดสรรแบบให้เปล่าหรือประมูล การรายงาน การคืนสิทธิ และการซื้อขาย
แนวทางเบื้องต้นพิจารณาสถานประกอบการที่ปล่อยประมาณ 25,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีขึ้นไป คาดว่ามีประมาณ 300 แห่ง ตัวเลขนี้อ้างอิงฐานข้อมูลเดิมที่อยู่ระหว่างปรับปรุง จึงเป็นกรอบประเมินเบื้องต้น มิใช่เกณฑ์ตามกฎหมาย
ระบบ ETS กำหนดเพดานการปล่อยรวมและจัดสรรสิทธิให้กิจการในขอบเขต โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศ ผู้ประกอบการควรประเมินปริมาณการปล่อยในอนาคตตามแผนการผลิต และวิเคราะห์ศักยภาพการลดการปล่อยตามช่วงเวลา
ร่างกฎหมายรองรับทั้งการจัดสรรสิทธิแบบให้เปล่าและการประมูล โดยรายละเอียดจะกำหนดในแผนจัดสรรสิทธิ ภาคอุตสาหกรรมเสนอให้คำนึงถึงข้อมูลระดับหน่วยการผลิตและข้อจำกัดเฉพาะ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่น
นิติบุคคลควบคุมต้องขึ้นทะเบียน รายงานการปล่อย และจัดหาสิทธิเพื่อคืนตามข้อกำหนด ส่วนคาร์บอนเครดิตที่ใช้หักกลบต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบบยอมรับ
หมวด 9 เสนอกลไกปรับราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าที่กำหนด เพื่อจัดการการรั่วไหลของคาร์บอน โดยเชื่อมโยงกับการจัดสรรสิทธิภายใต้ ETS ของไทย
หมวด 10 กำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าสินค้าตามพิกัดเสียภาษีคาร์บอนตามปริมาณสินค้าและอัตราในกฎกระทรวง ซึ่งต้องไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายร่าง ผลกระทบมีทั้งโดยตรงต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และทางอ้อมต่อกิจการที่ใช้สินค้านั้นเป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบ
หมวด 11 วางกรอบการรับรอง การซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการใช้ระหว่างประเทศเชื่อมโยงกับการอนุญาต ค่าธรรมเนียม และการปรับข้อมูลบัญชีของประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการนับซ้ำ
หมวด 12 วางกรอบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และแผนการปรับตัว ผู้ประกอบการสามารถนำมาประเมินความเสี่ยงของโรงงานและคู่ค้า และจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เช่น การสำรองน้ำ การป้องกันน้ำท่วม และการกระจายแหล่งวัตถุดิบ
หมวด 13 วางกรอบมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือ Taxonomy เพื่อให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงินมีเกณฑ์อ้างอิงร่วมกันในการประเมินกิจกรรม วางแผนการเปลี่ยนผ่าน และจัดสรรเงินทุน
มาตรฐานครอบคลุมวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ขอบเขตกิจกรรม หลักเกณฑ์ และตัวชี้วัด โดยเชื่อมโยงกับมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การใช้จ่ายเงินกองทุนภูมิอากาศ และการรายงานของนิติบุคคลควบคุมในระบบ ETS
Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เริ่มจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเน้นการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้ประกอบการใช้ประกอบการวางแผนลงทุนและอธิบายผลด้านสิ่งแวดล้อมต่อผู้ให้เงินทุนได้
Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ขยายอีก 4 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตร ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย รวมเป็น 6 ภาคเศรษฐกิจ
Thailand Taxonomy จัดกลุ่มเป็นรายกิจกรรมด้วยระบบสี และต้องประเมินควบคู่กับหลัก Do No Significant Harm (DNSH) และ Minimum Social Safeguards (MSS)
ผู้ประกอบการควรเตรียมข้อมูลตามตัวชี้วัดและประเมินช่องว่างเทียบกับเกณฑ์ เพื่อกำหนดมาตรการ ระยะเวลา และงบลงทุน ทั้งนี้ การใช้ Thailand Taxonomy ในปัจจุบันยังเป็นไปตามความสมัครใจ และการได้รับเงินทุนยังขึ้นกับเงื่อนไขของแหล่งเงินทุนแต่ละประเภท
หมวด 14 กำหนดค่าปรับเป็นพินัยสำหรับการฝ่าฝืนหน้าที่ เช่น การไม่รายงานหรือรายงานข้อมูลเท็จ และการไม่คืนสิทธิ โดยกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบอาจต้องรับผิดเมื่อเป็นเหตุให้นิติบุคคลกระทำความผิด
หมวดที่มีผลโดยตรงต่อหน้าที่และต้นทุน ได้แก่ หมวด 6, 8, 9, 10 และ 14 ส่วนหมวด 4, 11 และ 13 เกี่ยวกับเงินทุน โครงการลดก๊าซเรือนกระจก และเกณฑ์ประเมินกิจกรรม ขณะที่หมวด 7 และ 12 เชื่อมโยงกับแผนลดการปล่อยและการบริหารความเสี่ยง
อ่านหัวข้ออื่น
ศึกษาต่อในภารกิจที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูล บริการ และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ Low-Carbon Transition